แค่ชื่อก็กินขาดแล้ว........เครื่องรางชิ้นนี้ ผมได้จากอดีตตัวประกอบช่อง9 เห็นว่าเป็นรุ่น2สร้างเืมื่อ2470-2480+ ประมาณนั้น เก่าเกินบรรยาย ลองมานับๆดู34เม็ด ไอ้34เม็ดมันหมายถึงอะไร กลายๆท่านว่าไว้สำหรับฝึกสมาธิ งั้นผมลงโชว์เลยดีกว่าไม่พล่ามทำเพลงดีกว่า หุหุ
วันศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
วันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
ทัศนศิปลป์ : พระปิดตา พุงป่อง หลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว
1.พระปลัดทิม วัดบางนางลี่น้อย อ.อัมพวา (ซึ่งเป็นพระสหายกับอุปัชฌาย์ของท่าน) เรียนวิชาน้ำมนต์โภคทรัพย์ สมัยนั้นเชื่อกันว่าใครได้อาบน้ำมนต์วัดนี้ แล้วจะร่ำรวย ถ้าเป็นขุนนางก็จะได้เลื่อนยศฐาบรรดาศักดิ์ พระปลัดทิมมีวิชาทำผงพุทธคุณ ทางเมตตามหานิยม และวิชาโหราศาสตร์ (ปัจจุบันวัดนี้ได้ถูกน้ำเซาะตลิ่งจมหายไปในแม่น้ำแม่กลองแล้ว เสนาสนะต่างๆภายในวัดได้ถูกรื้อไปสร้างเป็น วัดภุมรินทร์กุฎีทอง ในปี2467 สมัยพระอธิการเกีย พรหมโชโต)
2. พระอธิการ พึ่ง อินทสโร วัดลิงโจน ต่อมาเรียกว่า วัดปากสมุทรสุดคงคา คืออยู่ปากอ่าวแม่กลอง ท่านเรียนวิชาทำธงกันอสุนีบาตสายฟ้าฟาดและกันพายุคลื่นลมในทะเล ชาวเรือทะเลนับถือมาก รวมถึงวิชาหวายลงอักขระ ท่านทำเป็นรูปวงกลม เวลาขาดน้ำจืด เอาหวายนี้โยนลงทะเลแล้วอาราธนาตักน้ำภายในวงหวายจะได้น้ำจืดทันที และวิชาทำหมากทุยของท่านก็เลื่องชื่อและท่านยังสำเร็จวิชามนต์จินดามณีเรียก ปลาเรียกเนื้อได้
3. หลวงพ่อกลัด วัดบางพรม อัมพวา เรียนทางมหาอุตม์ อยู่ยงคงกระพัน, ผ้าเช็ดหน้าเมตตามหานิยม และท่านยังมีวิชาย่นระยะทางและสามารถเดินบนผิวน้ำได้
4.หลวงพ่อแจ้ง วัดประดู่ อัมพวา เรียนทางแพทย์แผนโบราณ มีดหมอปราบภูตผีปีศาจ และวิชามหาประสาน เชือกคาดเอวถักเป็นรูปกระดูกงู ชื่อตะขาบไฟหรือไส้หนุมาน มีตะกรุดคู่อยู่หัวเชือกกันเขี้ยวงาและทางคงกระพันชาตรี .....
หลังจากเรียนวิชาต่างๆจนหมดสิ้นแล้ว ได้ทราบข่าวว่าวัดหนองบัวมีปรมาจารย์ที่เก่งกล้า ทรงกิตติคุณโด่งดังที่สุดองค์หนึ่งในสมัยนั้น ท่านคือ พระอุปัชฌาย์กลิ่น ซึ่งได้บำเพ็ญภาวนา วิปัสสนาธุระ ภายใน ถ้ำพุพระ(ถ้ำขุนแผน)เขตบ้านหนองบัว อ.เมือง จ.กาญจนบุรี พระอาจารย์องค์นี้มีอายุร้อยกว่าปี ชำนาญอภิญญามีอิทธิคุณถึงล่องหนหายตัวได้ หลวงปู่ยิ้มมีความศรัทธายิ่งจึงถวายตัวเป็นศิษย์ใน ปีพ.ศ.2416 เป็นศิษย์องค์สุดท้ายของท่าน และศึกษาวิชาไสยเวทย์ต่างๆอยู่จนถึง พ.ศ.2518 หลวงปู่กลิ่นได้มรณภาพลง สิริอายุได้ 117 ปี วัดหนองบัวจึงว่างเจ้าอาวาส ดังนั้นชาวบ้าน ต.หนองบัว จึงพร้อมใจนิมนต์หลวงพ่อเฒ่ายิ้มเป็นเจ้าอาวาสวัดหนองบัวองค์ที่4 ในปี พ.ศ.2420 ต่อมา
ตามประวัติ เจ้าอาวาสวัดหนองบัว มีดังนี้
องค์ที่1. หลวงปู่โบย เป็นชาวมอญ
องค์ที่2. หลวงปู่เหม๊น เป็นชาวเขมร
องค์ที่3. หลวงพ่อพระอุปฌาย์กลิ่น เป็นคนหนองบัว
องค์ที่4. หลวงพ่อเฒ่ายิ้ม จันทโชติ
การสร้างพระเครื่องของหลวงปู่ยิ้มนั้น ตามประวัติบันทึกของ พระโสภณสมาจารย์(หลวงปู่เหรียญ สุวรรณโชติ) กล่าวว่า หลวงปู่ยิ้มชอบทางรุกขมูลธุดงค์วัตร มีอุปนิสัยสันโดษ ไม่มักใหญ่ใฝ่สูง เมื่อออกพรรษาแล้วหลวงปู่จะเข้าป่าเจริญสมาธิในป่าลึก ท่านรู้จักภาษา นก สัตว์ป่าทุกชนิด จิตกล้าแข็ง จะทำเครื่องรางชนิดใดก็เข้มขลังไปทุกอย่าง... หลวงปู่ยิ้ม ท่านได้เป็นเจ้าอาวาสวัดหนองบัวต่อจากพระอุปัชฌาย์กลิ่น หลวงปู่ยิ้มท่านได้ปฏิบัติทางวิปัสสนาจนมีชื่อเสียงมากและเป็นอาจารย์สอนทาง วิปัสสนากรรมฐาน ต่อมาท่านได้สร้างพระปิดตาและเครื่องรางขึ้นหลายอย่าง เพื่อแจกจ่ายให้ผู้ที่ต้องการนำไปติดตัวเป็นที่พึ่ง
สำหรับพระปิดตาอันโด่งดังนั้น ดีทางด้านเมตตามหาลาภ หลวงปู่ยิ้มท่านได้สร้างไว้หลายเนื้อหลายพิมพ์ มีทั้งพิมพ์ใหญ่( ชะลูดเล็ก, ชะลูดใหญ่) พิมพ์สังกัจจายน์ (พุงป่องเล็ก,ใหญ่),พิมพ์แข้งซ้อน,พิมพ์แข้งหมอน,พิมพ์เข่าบ่วง,พิมพ์โบราณ และพิมพ์อื่นๆ มีทั้งเนื้อเหลืองนิยม เนื้อขาว เนื้อผงเทา เนื้อผงคลุกรัก เนื้อผงธูป เนื้อขี้เป็ด เนื้อตะกั่ว และเนื้ออื่นๆ รวมทั้งจุ่มรักและคลุกรัก หลวงปู่ยิ้มท่านได้ผสมมวลสารอันเป็นมงคลศักดิ์สิทธิ์ และมวลสารวัตถุอาถรรพ์ไว้อย่างมากมาย รวมถึงรังผึ้งใหญ่ที่มาเกาะที่พระเกศของพระประทานในโบสถ์วัดหนองบัว ที่หลวงปู่ยิ้มท่านบอกกับโยมที่สนิทมากว่า ถ้าจะทำพระปิดตาที่มีพุทธคุณอันเปี่ยมล้นไปด้วยเมตตามหานิยมที่ดีที่สุดจะ ต้องมีส่วนผสมของรังผึ้งใหญ่นี้ ซึ่งในวันที่๑เมษายน๒๔๔๒หลวงปู่ยิ้มได้ทำพิธีขอรังผึ้งนั้นมาผสมกับมวลสาร ศักดิ์สิทธิ์อีกมากมายเพื่อให้ได้พระผงปิดตามหาลาภที่ดีเยี่ยมที่ สุด........
ในระยะเวลาที่ท่านได้เป็นเจ้าอาวาสอยู่ช่วงปี พศ.๒๔๒๐-๒๔๕๔รวมระยะเวลาที่เป็นเจ้าอาวาส ๓๔ ปีท่านได้สร้างพระปิดตาไว้หลายพิมพ์ และเครื่องรางของขลังอีกมากโดยเฉพาะตะกรุดลูกอม(ตะกรุดหัวใจโลกธาตุ) ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศ มีทั้งที่สร้างจากทองคำ, เงิน, นาก, ทองแดง, ทองฝาบาตร, ตะกั่วนมที่สร้างพระท่ากระดานในอดีต....ซึ่งเป็นตะกรุดขนาดเล็กใช้พกติดตัว เมื่อถึงคราวคับขันจวนตัวจะถูกทำร้ายให้กลืนเข้าไปในท้องป้องกันอันตรายได้ ตะกรุดนี้เชื่อว่าสามารถออกมาจากร่างกายได้เอง โดยให้ตั้งจิตอธิษฐานก่อนนอน รุ่งขึ้นตะกรุดก็จะออกมาอยู่ข้างตัว โดยจะไม่ออกทางทวารเบื้องต่ำ จึงเรียกว่า ตะกรุดลูกอม ลงยันต์ด้วยหัวใจโลกธาตุเป็นคาถาพระพุทธเจ้าเดินจงกลม ท่านได้ถ่ายทอดวิชานี้ให้ลูกศิษย์ ลูกศิษย์องค์ใดที่จะเรียน จะต้องนั่งสมาธิเพ่งไส้เที่ยนให้ขาดก่อนจึงสามารถเรียนวิชาทำตะกรุดโลกธาตุ นี้กับท่านได้ และยังมีเครื่องรางอื่นๆอีกเช่น หวายคาดเอว,เบี้ยแก้(หายากมาก),วัวธนู เชือกคาดตะขาบไฟ(ไส้หนุมาน) แหวนพิรอดนิ้ว, พิรอดแขน, เสืองาแกะ, ราชสีห์งาแกะ, ลูกประคำ และอื่นๆอีกมาก ซึ่งล้วนแล้วแต่เข้มขลังด้วยพุทธคุณทั้งสิ้น
วัตถุมงคลของหลวงพ่อเฒ่ายิ้มนั้น มีชื่อเสียงโด่งดังจนเข้าถึงหูทั้งเจ้านายและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในบางกอก จนกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ซึ่งโปรดวิชาไสยศาสตร์ ได้มากราบขอเป็นลูกศิษย์และเรียนวิชาท่านได้มีดหมอจากหลวงปู่ยิ้ม ไว้ใช้ประจำพระองค์หนึ่งเล่ม มีสรรพคุณปราบภูตผีปีศาจและปราบคนที่อยู่ยงคงกระพัน พระองค์ทรงนับถือหลวงปู่ยิ้มมาก ทั้งๆที่พระองค์เป็นศิษย์เอกของ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า และหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน .....ศิษย์หลวงปู่ยิ้มมีชื่อเสียงโด่งดังทุกองค์ อาทิเช่น
1.พระโสภณสมาจารย์ (เหรียญ) วัดหนองบัว
2.พระเทพมงคลรังษี (ดี) วัดเหนือ
3.พระกาญจนวัตรวิบูลย์ (สอน) วัดทุ่งลาดหญ้า
4.พระโสภณสมณกิจ (หัง) วัดเหนือ
5.พระครูวัตตสารโสภณ (ดอกไม้) วัดดอนเจดีย์
6.พระราชมงคลวุฒาจารย์ (ใจ) วัดเสด็จ จังหวัดสมุทรสงคราม เล่ากันว่าได้รับความชมเชยจากท่านว่านั่งไส้เทียนขาดเร็วกว่าท่านด้วย
7.พระอธิการแช่ม โสฬส วัดจุฬามณี
8.พระครูสกลวิสุทธิ์ (เหมือน) วัดกลางเหนือ เป็นต้น.....
พระ ผงปิดตาของท่านนั้นโด่งดังมากและสนนราคาสูงมากเช่นกัน เฉพาะพระผงปิดตานั้นทำด้วยผงอิทธิเจ ปถมัง พุทธคุณ ว่าน 108 เกสรดอกไม้บูชาพระ ไคลโบสถ์ ไคลเจดีย์ ไคลเสมา ใบโพธิ์ ข้าวสุกบาตรพระพุทธ ขี้เหล็กจาร หนังสือใหญ่ ผสมคลุกเคล้า แล้วนำมากดพิมพ์พระ การพิมพ์พระนั้นท่านจะให้พระภิกษุสามเณร เและถ้าเป็นฆราวาสต้องนุ่งขาวห่มขาวและถือศีลอุโบสถแล้วทำในพระอุโบสถ เมื่อเสร็จแล้วท่านจึงปลุกเสกอีกทีในพระอุโบสถ พระปิดตาของท่านนั้นมีอยู่หลายพิมพ์ เช่น พิมพ์ใหญ่(ชะลูด) พิมพ์สังกัจจายน์ (พิมพ์อุ้มท้อง) พิมพ์เล็ก และพิมพ์แข้งซ้อน ปัจจุบันหาทุกพิมพ์ได้ยากยิ่งครับ หลวงปู่ยิ้มท่านมรณภาพ ในปี พ.ศ. 2455 สิริอายุได้ 66 ปี พรรษาที่ 46 ในวันนี้ผมก็ได้นำรูปพระปิดตาพิมพ์ใหญ่มาให้ชมกันครับ
สำหรับพุทธคุณนั้น เปี่ยมล้นไปด้วยเมตตามหานิยม แคล้วคลาดเป็นเยี่ยม คนในพื้นที่ต่างยอมรับในประสบการณ์
เครดิต : http://www.web-pra.com/Shop/nongbluestar/Show/610062
วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
ทัศนศิลป์ : พระปิดตา วัดพลับ
วันนี้ เริ่มต้นที่ พระปิดตา พิมพ์สังฆจาย วันพลับ เนื้อพุทธคุณ โดยส่วนใหญ่แล้วพระเก่าเกือบ200ปี น่าจะสมัยพระเจ้าตาก กระมั้ง เก่ากว่าสมเด็จโตอีกครับท่าน......
เนื้อมันจะปริบแตกด้านหลังแทบบทุกองค์ โดยส่วนมากนะครับ พิมพ์จะเองไปทางซ้ายบ้างขวาบ้าง หาตรงๆไม่ค่อยมี แต่องค์นี้แทบจะเป็นตำนานแล้วเพราะหาหมุนเวียนยาก จุดสำคัญดูที่เนื้อเป็นหลัก แล้วค่อยดูที่พิมพ์ กับอายุ แต่น่าจะเป็นต้นตำหรับ ของสมเด็จโต เลยก็ว่าได้
เนื้อมันจะปริบแตกด้านหลังแทบบทุกองค์ โดยส่วนมากนะครับ พิมพ์จะเองไปทางซ้ายบ้างขวาบ้าง หาตรงๆไม่ค่อยมี แต่องค์นี้แทบจะเป็นตำนานแล้วเพราะหาหมุนเวียนยาก จุดสำคัญดูที่เนื้อเป็นหลัก แล้วค่อยดูที่พิมพ์ กับอายุ แต่น่าจะเป็นต้นตำหรับ ของสมเด็จโต เลยก็ว่าได้
พระเนื้อผงพิมพ์วันทา วัดพลับ
ร้านถ่ายรูปไม่ค่อยดี ออกทึบๆไปหน่อยมองแล้วไม่ค่อยมีเสน่ห์ ต้องขออภัยด้วยครับ
ประวัติพระวัดพลับแและพิมพ์ต่างๆ

พระ วัดพลับ แตกกรุราว พ.ศ.๒๔๖๕ เนื่องจากมีผู้พบเห็นกระรอกเผือกตัวหนึ่งวิ่งอยู่ในบริเวณวัด แล้ววิ่งเข้าไปในโพรงแคบของเจดีย์ข้างอุโบสถ ด้วยความอยากได้กระรอกเผือก ผู้พบจึงได้ใช้ไม่กระทุ้งเข้าไปในโพรง แต่เมื่อชักไม้ออกมาปรากฏว่า มีพระผงสีขาวขนาดเล็กพิมพ์ต่างๆ ไหลทะลักออกมาเพราะผนังเจดีย์ที่โบกไว้แตกออกเป็นช่อง ด้วยแรงกระทุ้งของไม้ พระที่พบได้ถูกลำเลียงออกมาแจกจ่ายและให้เช่ากัน นักนิยมพระเครื่องรุ่นก่อนจึงเรียกว่า “พระกรุกระรอกเผือก”
เมื่อสังฆวรานุวงศ์เถระ (ชุ่ม) วัดพลับ ทราบเรื่อง จึงได้ให้พระเณรช่วยกันรวบรวมพระที่เหลือในกรุทั้งหมดขึ้นมาเก็บไว้ในกุฏิ
พระ วัดพลับ เป็นพระผงเนื้อขาว กล่าวกันว่า เป็นต้นตำหรับพระเนื้อตระกูลสมเด็จ ซึ่งสร้างมาก่อนพระเนื้อผงอื่นใด โดยการสร้างจะสร้างพระขึ้นจากผงวิเศษเป็นหลัก มีน้ำมันตังอิ้วเป็นตัวประสาน ผสมปูนเปลือกหอยเข้าไป ส่วนมวลสารอื่นๆ เช่น เกสรดอกไม้ ขี้ธูป ไคลเสมา ฯลฯ ล้วนเป็นส่วนผสมรอง ท่านสมเด็จพระสังฆราช (สุก) เป็นผู้คิดค้นวิธีสร้างพระผงดังกล่าว และนำมาสร้างพระเป็นองค์แรก คือ พระสมเด็จอรหัง วัดมหาธาตุ สืบต่อมาองค์อาจารย์รุ่นหลังๆ ก็ได้นำการผสมสร้างพระของท่านมาเป็นแบบอย่าง แม้กระทั่ง พระสมเด็จของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) วัดระฆัง ธนบุรี ก็ได้ศึกษาเอาพระวัดพลับเป็นแบบฉบับการสร้างพระผงของท่านด้วยเช่นกัน
พระวัดพลับมีหลายพิมพ์ทรงและมีชื่อเรียกตามลักษณะหรือเอกลักษณ์ของพิมพ์ ดังนี้
พิมพ์ยืน หรือพิมพ์วันทาเสมา

พุทธ ลักษณะ องค์พระประทับยืน พระหัตถ์ทั้งสองยกประนมถือดอกบัว พระเศียรป้อมเขื่อง ลักษณะมีปิ่นพระเมาฬี แต่ถ้ากลับองค์พระมาตามแนวนอน จะมองดูคล้ายองค์พระนอนหนุนหมอน จึงมีผู้สันนิษฐานว่า อาจเป็นปางไสยาสน์หรือ ปางปรินิพพานก็ได้ แม้ว่าจะมีประเด็นขัดแย้งในพุทธลักษณะ ดังกล่าวว่าจะเป็นพระประทับยืน หรือพระนอน ก็ตาม ปัจจุบัน พระพิมพ์นี้ได้ถูกเรียกกันและยอมรับแพร่หลายว่า เป็นพิมพ์ยืน หรือพิมพ์วันทาเสมา พระพิมพ์นี้เป็นพิมพ์ที่มีขนาดใหญ่สุดและมีค่านิยมสูงสุด ในตระกูลพระผงวัดพลับทั้งหมด
พิมพ์ตุ๊กตา
พุทธลักษณะ องค์พระประทับนั่งขัดสมาธิราบ พระเศียรเขื่อง พระเมาฬีปรากฏเป็นสองลอน พระกรรณทั้งสองชัด ลายละเอียดของพระพักตร์ไม่ปรากฏ ลำพระศอเลือนราง แนวพระอังสาทั้งสองกว้าง พระอุทรคอดกิ่ว การหักพระกัปประ (ศอก) ทั้งสองอยู่ในลักษณะทอดเฉียง เข้าหาลำตัวพระองค์ ค่อนข้างจะแนบชิดองค์พระ แยกออกเป็น ๒ พิมพ์ด้วยกันคือ
๑. พิมพ์ตุ๊กตาใหญ่ พระกรรณทั้งสองข้างจะแนบชิดติดพระพักตร์ ปลายพระกรรณทั้งสองข้างจะโค้งเข้าไปที่แก้ม พระอุระ (อก) นูนหนาเด่นชัดเจน

๒. พิมพ์ตุ๊กตาเล็ก พิมพ์นี้ถ้าตัดกรอบชิดองค์พระมากจะแลดูขนาดเล็ก นักนิยมพระเครื่องรุ่นเก่าเรียก “พิมพ์ไข่จิ้งจก”

พิมพ์พุงป่อง
พุทธ ลักษณะ องค์พระประทับนั่งขัดสมาธิราบ พระเศียรและวงพระพักตร์แบบผลมะตูม รายละเอียดของวงพระพักตร์ไม่ปรากฏ พระเกศคล้ายกับสวมชฏา พระกรรมทั้งสองข้างแบบบายศรี ลำพระศอรางเลือน แนวพระอังสาทั้งสองกว้าง พระอุระนูนเล็กน้อย พระอุทรนูน (เป็นเอกลักษณ์ของพิมพ์พุงป่อง) การหักพระกัปประแบบโค้งวาดมน ช่วงพระเพลาแคบ ไม่ปรากฏลายละเอียดของพระหัตถ์และพระบาท การวางซ้อนพระชงฆ์ทั้งสองข้างปรากฏแนวชัด แบ่งออกเป็น ๒ พิมพ์ด้วยกัน คือ
๑. พิมพ์พุงป่องใหญ่

๒. พิมพ์พุงป่องเล็ก

พิมพ์สมาธิ
พุทธ ลักษณะ องค์พระประทับนั่งขัดสมาธิราบ พระเศียรและพระพักตร์แบบผลมะตูม ไม่ปรากฏลายละเอียดของพระพักตร์ พระกรรณแบบบายศรี แนวพระอังสาทั้งสองกว้าง ช่วงพระอุระชะลูดและมีความนูนน้อย พระอุทรค่อนข้างเรียว การหักพระกัปประทั้งสองข้างวาดมนเข้าหาลำพระองค์ ช่วงพระเพลากว้าง พระชงฆ์ทั้งสองที่ซ้อนกันปรากฏแนวชัดเจน ไม่ปรากฏรายละเอียดของพระหัตถ์และพระบาท ลักษณะรูปทรง โดยรวมมีรูปสัณฐานคล้ายตัวเบี้ยจั่น ขนาดขององค์พระไม่ค่อยแน่นอน ขึ้นอยู่กับการกดพิมพ์และการหดตัวของมวลสาร ซึ่งบางองค์ก็ทำให้พระเล็กเกินขนาดก็มีปรากฏ รวมทั้ง “ขอบปีก” จะมีทั้งที่มีปีกกว้างโค้งมนหรือเว้าตามส่วนวงรี โดยกดองค์พระวางอยู่กึ่งกลางพอดี กับที่กดองค์พระเอียงโย้ไปด้านข้างซึ่งจะสวยงามสู้แบบที่องค์พระวางฉากตรง กลางไม่ได้ พระพิมพ์นี้แยกออกเป็น ๒ พิมพ์ด้วยกันคือ
๑. พิมพ์สมาธิ

๒. พิมพ์สมาธิเข่ากว้าง

พิมพ์ปิดตา
พุทธลักษณะ องค์พระประทับนั่งขัดราบ ยกพระหัตถ์ทั้งสองข้างปิดพระพักตร์ แบ่งออกเป็น ๒ พิมพ์ด้วยกันคือ
๑. พิมพ์ใหญ่ มีซุ้มที่หู แขนกาง หลังอูม

๒. พิมพ์เล็ก แขนชะลูด คล้ายพระกรุวัดอัมพวา
นอก เหนือจากพิมพ์ดังกล่าวข้างต้น ยังมีปรากฏพิมพ์พิเศษ เป็นพิมพ์สองหน้า โดยมีองค์พระทั้งสองด้าน ด้านละพิมพ์ ซึ่งจะไม่ค่อยพบ หายากมาก เช่น พิมพ์พุงป่องเล็ก กับพิมพ์ตุ๊กตาเล็ก อยู่คนละด้าน

อนึ่ง การแบ่งพิมพ์พระดังกล่าวข้างต้นนี้ อาจแตกต่างจากบางสำนัก ที่จัดแบ่งพิมพ์พระสมาธิ เป็นพิมพ์สมาธิใหญ่ สมาธิเล็ก อีกด้วย แต่ทั้งนี้ ผู้เขียนสังเกตดูเห็นว่า น่าจะเป็นพิมพ์พระเดียวกันมากกว่า แตกต่างกันที่การตัดขอบพระ คือ ตัดขอบมีด้านข้างเหลือมากหรือตัดขอบชิดองค์พระ ทำให้เรียกแตกต่างกันออกไป
ลักษณะเนื้อหา
พระ วัดพลับ เป็นเนื้อผงขาวผสมปูนเปลือกหอยและเกสรดอกไม้ มีความละเอียด แน่น แกร่ง และขาวจัด เนื้อโดยทั่วไปจะปรากฏส่วนผสมของเกสรดอกไม้ เม็ดกรวด สีขาวใส บางองค์จะมีคราบสีน้ำตาลเกาะอยู่ มีทั้งที่เป็นเนื้อละเอียด และเนื้อหยาบ (มีกรวดทราย) พระส่วนมากเนื้อจะมีรอยแตกลาน อย่างที่เรียกกันว่า ลายแบบไข่นกปรอด ในบางองค์มีเนื้องอกเป็นตุ่มกลมผุดขึ้นมากจากพื้นผิดองค์พระ มีลักษณะขาวขุ่นแต่ใสกว่าเนื้อพระและมีความแข็ง นักสะสมรุ่นก่อนๆ นิยมชมชอบพระวัดพลับที่มีเนื้องอก และเรียกกันว่า “ดี” พระที่ยังไม่ผ่านการใช้มาก่อนเลย ผิวจะขาวสะอาด พระบางองค์ผิวแน่นตึงขึ้นมันคล้ายพระสมเด็จบางขุนพรหมกรุเก่า

(ภาพแสดงคราบกรุและเนื้อหาของพระวัดพลับทั้งที่ผ่านการใช้มา, ไม่ได้ใช้, พระเนื้อหยาบ และพระที่มีคราบน้ำหมาก)
พระ วัดพลับนี้ นอกจากจะพบภายในเจดีย์วัดพลับแล้ว ยังพบพระพิมพ์นี้ที่กรุ วัดโค่ง จังหวัดอุทัยธานี อีกด้วย สันนิษฐานว่า เป็นพระที่นำไปบรรจุเอาไว้ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้นำไปบรรจุไว้ ความแตกต่างระหว่างพระวัดพลับ และวัดโค่ง แยกได้จากคราบกรุ ซึ่งพระของวัดโค่งจะมีคราบกรุสีน้ำตาลจับแน่นและหนาเกาะติดอยู่ทั่วไป ส่วนของวัดพลับแทบโดยทั่วไปจะไม่มีคราบกรุเลย ปัจจุบันนักนิยมสะสมจะไม่ได้แยกแยะว่าเป็นของกรุใดเนื่องจากศรัทธาในพุทธคุณ และผู้สร้างว่าเป็นสมเด็จพระสังฆราช (สุก) พระองค์เดียวกันทั้งสองกรุ
(อ่าน ข้อมูลเกี่ยวกับพระประวัติของสมเด็จพระสังฆราช (สุก) และพระวัดพลับ ของอาจารย์ จ.ส.อ.เอนก เจกะโพธิ์ ได้ที่เวป ศูนย์พระดอทคอม ตามลิงค์ http://www.soonphra.com/content/viewtopic/viewtopic.php?topicid=47&topicdetailid=67)
พระ วัดพลับนี้ ได้รับความนิยมมายาวนาน เพราะพุทธานุภาพ มีประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ ในทางเมตตามหานิยม โชคลาภ และแคล้วคลาดจากสรรพภัยต่างๆ อย่างเยี่ยมยอด
เรียบเรียงจาก
นิตยสารมหาโพธิ์ ปีที่ ๑๗ ฉบับที่ ๒๓๔ วันที่ ๑๕ – ๓๐ กันยายน ๒๕๓๙
นิตยสารมหาโพธิ์ ปีที่ ๑๘ ฉบับที่ ๓๕๓ วันที่ ๑๕ – ๓๐ มกราคม ๒๕๔๐
นิตยสารมหาโพธิ์ ปีที่ ๑๘ ฉบับที่ ๓๕๔ วันที่ ๒๘ ก.พ. – ๑๕ มี.ค. ๒๕๔๐
นิตยสารมหาโพธิ์ ตำรานักเล่นพระ ฉบับที่ ๑๒ ประจำเดือน มีนาคม ๒๕๔๐
นิตยสารมหาโพธิ์ ตำรานักเล่นพระ ฉบับที่ ๑๕ ประจำวันที่ ๑ – ๑๕ มิถุนายน ๒๕๔๐
นิตยสารมรดกพระเครื่อง ฉบับที่ ๓ ประจำเดือน มีนาคม ๒๕๔๑
เวปศูนย์พระดอทคอม http://www.soonphra.com รอบรู้เรื่องพระ พระวัดพลับ
http://www.soonphra.com/content/viewtopic/viewtopic.php?topicid=47&topicdetailid=67
ภาพประกอบจาก
เวปศูนย์พระดอทคอม http://www.soonphra.com
เวปท่าพระจันทร์ดอทคอม http://www.thaprachan.com
เวปยูอะมิวเลทดอทคอม http://www.uamulet.com
ซึ่งผู้เขียนต้องขออนุญาตเจ้าของภาพและขอขอบคุณอย่างสูงมา ณ ที่นี้
พระ วัดพลับ แตกกรุราว พ.ศ.๒๔๖๕ เนื่องจากมีผู้พบเห็นกระรอกเผือกตัวหนึ่งวิ่งอยู่ในบริเวณวัด แล้ววิ่งเข้าไปในโพรงแคบของเจดีย์ข้างอุโบสถ ด้วยความอยากได้กระรอกเผือก ผู้พบจึงได้ใช้ไม่กระทุ้งเข้าไปในโพรง แต่เมื่อชักไม้ออกมาปรากฏว่า มีพระผงสีขาวขนาดเล็กพิมพ์ต่างๆ ไหลทะลักออกมาเพราะผนังเจดีย์ที่โบกไว้แตกออกเป็นช่อง ด้วยแรงกระทุ้งของไม้ พระที่พบได้ถูกลำเลียงออกมาแจกจ่ายและให้เช่ากัน นักนิยมพระเครื่องรุ่นก่อนจึงเรียกว่า “พระกรุกระรอกเผือก”
เมื่อสังฆวรานุวงศ์เถระ (ชุ่ม) วัดพลับ ทราบเรื่อง จึงได้ให้พระเณรช่วยกันรวบรวมพระที่เหลือในกรุทั้งหมดขึ้นมาเก็บไว้ในกุฏิ
พระ วัดพลับ เป็นพระผงเนื้อขาว กล่าวกันว่า เป็นต้นตำหรับพระเนื้อตระกูลสมเด็จ ซึ่งสร้างมาก่อนพระเนื้อผงอื่นใด โดยการสร้างจะสร้างพระขึ้นจากผงวิเศษเป็นหลัก มีน้ำมันตังอิ้วเป็นตัวประสาน ผสมปูนเปลือกหอยเข้าไป ส่วนมวลสารอื่นๆ เช่น เกสรดอกไม้ ขี้ธูป ไคลเสมา ฯลฯ ล้วนเป็นส่วนผสมรอง ท่านสมเด็จพระสังฆราช (สุก) เป็นผู้คิดค้นวิธีสร้างพระผงดังกล่าว และนำมาสร้างพระเป็นองค์แรก คือ พระสมเด็จอรหัง วัดมหาธาตุ สืบต่อมาองค์อาจารย์รุ่นหลังๆ ก็ได้นำการผสมสร้างพระของท่านมาเป็นแบบอย่าง แม้กระทั่ง พระสมเด็จของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) วัดระฆัง ธนบุรี ก็ได้ศึกษาเอาพระวัดพลับเป็นแบบฉบับการสร้างพระผงของท่านด้วยเช่นกัน
พระวัดพลับมีหลายพิมพ์ทรงและมีชื่อเรียกตามลักษณะหรือเอกลักษณ์ของพิมพ์ ดังนี้
พิมพ์ยืน หรือพิมพ์วันทาเสมา
พุทธ ลักษณะ องค์พระประทับยืน พระหัตถ์ทั้งสองยกประนมถือดอกบัว พระเศียรป้อมเขื่อง ลักษณะมีปิ่นพระเมาฬี แต่ถ้ากลับองค์พระมาตามแนวนอน จะมองดูคล้ายองค์พระนอนหนุนหมอน จึงมีผู้สันนิษฐานว่า อาจเป็นปางไสยาสน์หรือ ปางปรินิพพานก็ได้ แม้ว่าจะมีประเด็นขัดแย้งในพุทธลักษณะ ดังกล่าวว่าจะเป็นพระประทับยืน หรือพระนอน ก็ตาม ปัจจุบัน พระพิมพ์นี้ได้ถูกเรียกกันและยอมรับแพร่หลายว่า เป็นพิมพ์ยืน หรือพิมพ์วันทาเสมา พระพิมพ์นี้เป็นพิมพ์ที่มีขนาดใหญ่สุดและมีค่านิยมสูงสุด ในตระกูลพระผงวัดพลับทั้งหมด
พิมพ์ตุ๊กตา
พุทธลักษณะ องค์พระประทับนั่งขัดสมาธิราบ พระเศียรเขื่อง พระเมาฬีปรากฏเป็นสองลอน พระกรรณทั้งสองชัด ลายละเอียดของพระพักตร์ไม่ปรากฏ ลำพระศอเลือนราง แนวพระอังสาทั้งสองกว้าง พระอุทรคอดกิ่ว การหักพระกัปประ (ศอก) ทั้งสองอยู่ในลักษณะทอดเฉียง เข้าหาลำตัวพระองค์ ค่อนข้างจะแนบชิดองค์พระ แยกออกเป็น ๒ พิมพ์ด้วยกันคือ
๑. พิมพ์ตุ๊กตาใหญ่ พระกรรณทั้งสองข้างจะแนบชิดติดพระพักตร์ ปลายพระกรรณทั้งสองข้างจะโค้งเข้าไปที่แก้ม พระอุระ (อก) นูนหนาเด่นชัดเจน
๒. พิมพ์ตุ๊กตาเล็ก พิมพ์นี้ถ้าตัดกรอบชิดองค์พระมากจะแลดูขนาดเล็ก นักนิยมพระเครื่องรุ่นเก่าเรียก “พิมพ์ไข่จิ้งจก”
พิมพ์พุงป่อง
พุทธ ลักษณะ องค์พระประทับนั่งขัดสมาธิราบ พระเศียรและวงพระพักตร์แบบผลมะตูม รายละเอียดของวงพระพักตร์ไม่ปรากฏ พระเกศคล้ายกับสวมชฏา พระกรรมทั้งสองข้างแบบบายศรี ลำพระศอรางเลือน แนวพระอังสาทั้งสองกว้าง พระอุระนูนเล็กน้อย พระอุทรนูน (เป็นเอกลักษณ์ของพิมพ์พุงป่อง) การหักพระกัปประแบบโค้งวาดมน ช่วงพระเพลาแคบ ไม่ปรากฏลายละเอียดของพระหัตถ์และพระบาท การวางซ้อนพระชงฆ์ทั้งสองข้างปรากฏแนวชัด แบ่งออกเป็น ๒ พิมพ์ด้วยกัน คือ
๑. พิมพ์พุงป่องใหญ่
๒. พิมพ์พุงป่องเล็ก
พิมพ์สมาธิ
พุทธ ลักษณะ องค์พระประทับนั่งขัดสมาธิราบ พระเศียรและพระพักตร์แบบผลมะตูม ไม่ปรากฏลายละเอียดของพระพักตร์ พระกรรณแบบบายศรี แนวพระอังสาทั้งสองกว้าง ช่วงพระอุระชะลูดและมีความนูนน้อย พระอุทรค่อนข้างเรียว การหักพระกัปประทั้งสองข้างวาดมนเข้าหาลำพระองค์ ช่วงพระเพลากว้าง พระชงฆ์ทั้งสองที่ซ้อนกันปรากฏแนวชัดเจน ไม่ปรากฏรายละเอียดของพระหัตถ์และพระบาท ลักษณะรูปทรง โดยรวมมีรูปสัณฐานคล้ายตัวเบี้ยจั่น ขนาดขององค์พระไม่ค่อยแน่นอน ขึ้นอยู่กับการกดพิมพ์และการหดตัวของมวลสาร ซึ่งบางองค์ก็ทำให้พระเล็กเกินขนาดก็มีปรากฏ รวมทั้ง “ขอบปีก” จะมีทั้งที่มีปีกกว้างโค้งมนหรือเว้าตามส่วนวงรี โดยกดองค์พระวางอยู่กึ่งกลางพอดี กับที่กดองค์พระเอียงโย้ไปด้านข้างซึ่งจะสวยงามสู้แบบที่องค์พระวางฉากตรง กลางไม่ได้ พระพิมพ์นี้แยกออกเป็น ๒ พิมพ์ด้วยกันคือ
๑. พิมพ์สมาธิ
๒. พิมพ์สมาธิเข่ากว้าง
พิมพ์ปิดตา
พุทธลักษณะ องค์พระประทับนั่งขัดราบ ยกพระหัตถ์ทั้งสองข้างปิดพระพักตร์ แบ่งออกเป็น ๒ พิมพ์ด้วยกันคือ
๑. พิมพ์ใหญ่ มีซุ้มที่หู แขนกาง หลังอูม
๒. พิมพ์เล็ก แขนชะลูด คล้ายพระกรุวัดอัมพวา
นอก เหนือจากพิมพ์ดังกล่าวข้างต้น ยังมีปรากฏพิมพ์พิเศษ เป็นพิมพ์สองหน้า โดยมีองค์พระทั้งสองด้าน ด้านละพิมพ์ ซึ่งจะไม่ค่อยพบ หายากมาก เช่น พิมพ์พุงป่องเล็ก กับพิมพ์ตุ๊กตาเล็ก อยู่คนละด้าน
อนึ่ง การแบ่งพิมพ์พระดังกล่าวข้างต้นนี้ อาจแตกต่างจากบางสำนัก ที่จัดแบ่งพิมพ์พระสมาธิ เป็นพิมพ์สมาธิใหญ่ สมาธิเล็ก อีกด้วย แต่ทั้งนี้ ผู้เขียนสังเกตดูเห็นว่า น่าจะเป็นพิมพ์พระเดียวกันมากกว่า แตกต่างกันที่การตัดขอบพระ คือ ตัดขอบมีด้านข้างเหลือมากหรือตัดขอบชิดองค์พระ ทำให้เรียกแตกต่างกันออกไป
ลักษณะเนื้อหา
พระ วัดพลับ เป็นเนื้อผงขาวผสมปูนเปลือกหอยและเกสรดอกไม้ มีความละเอียด แน่น แกร่ง และขาวจัด เนื้อโดยทั่วไปจะปรากฏส่วนผสมของเกสรดอกไม้ เม็ดกรวด สีขาวใส บางองค์จะมีคราบสีน้ำตาลเกาะอยู่ มีทั้งที่เป็นเนื้อละเอียด และเนื้อหยาบ (มีกรวดทราย) พระส่วนมากเนื้อจะมีรอยแตกลาน อย่างที่เรียกกันว่า ลายแบบไข่นกปรอด ในบางองค์มีเนื้องอกเป็นตุ่มกลมผุดขึ้นมากจากพื้นผิดองค์พระ มีลักษณะขาวขุ่นแต่ใสกว่าเนื้อพระและมีความแข็ง นักสะสมรุ่นก่อนๆ นิยมชมชอบพระวัดพลับที่มีเนื้องอก และเรียกกันว่า “ดี” พระที่ยังไม่ผ่านการใช้มาก่อนเลย ผิวจะขาวสะอาด พระบางองค์ผิวแน่นตึงขึ้นมันคล้ายพระสมเด็จบางขุนพรหมกรุเก่า
(ภาพแสดงคราบกรุและเนื้อหาของพระวัดพลับทั้งที่ผ่านการใช้มา, ไม่ได้ใช้, พระเนื้อหยาบ และพระที่มีคราบน้ำหมาก)
พระ วัดพลับนี้ นอกจากจะพบภายในเจดีย์วัดพลับแล้ว ยังพบพระพิมพ์นี้ที่กรุ วัดโค่ง จังหวัดอุทัยธานี อีกด้วย สันนิษฐานว่า เป็นพระที่นำไปบรรจุเอาไว้ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้นำไปบรรจุไว้ ความแตกต่างระหว่างพระวัดพลับ และวัดโค่ง แยกได้จากคราบกรุ ซึ่งพระของวัดโค่งจะมีคราบกรุสีน้ำตาลจับแน่นและหนาเกาะติดอยู่ทั่วไป ส่วนของวัดพลับแทบโดยทั่วไปจะไม่มีคราบกรุเลย ปัจจุบันนักนิยมสะสมจะไม่ได้แยกแยะว่าเป็นของกรุใดเนื่องจากศรัทธาในพุทธคุณ และผู้สร้างว่าเป็นสมเด็จพระสังฆราช (สุก) พระองค์เดียวกันทั้งสองกรุ
(อ่าน ข้อมูลเกี่ยวกับพระประวัติของสมเด็จพระสังฆราช (สุก) และพระวัดพลับ ของอาจารย์ จ.ส.อ.เอนก เจกะโพธิ์ ได้ที่เวป ศูนย์พระดอทคอม ตามลิงค์ http://www.soonphra.com/content/viewtopic/viewtopic.php?topicid=47&topicdetailid=67)
พระ วัดพลับนี้ ได้รับความนิยมมายาวนาน เพราะพุทธานุภาพ มีประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ ในทางเมตตามหานิยม โชคลาภ และแคล้วคลาดจากสรรพภัยต่างๆ อย่างเยี่ยมยอด
เรียบเรียงจาก
นิตยสารมหาโพธิ์ ปีที่ ๑๗ ฉบับที่ ๒๓๔ วันที่ ๑๕ – ๓๐ กันยายน ๒๕๓๙
นิตยสารมหาโพธิ์ ปีที่ ๑๘ ฉบับที่ ๓๕๓ วันที่ ๑๕ – ๓๐ มกราคม ๒๕๔๐
นิตยสารมหาโพธิ์ ปีที่ ๑๘ ฉบับที่ ๓๕๔ วันที่ ๒๘ ก.พ. – ๑๕ มี.ค. ๒๕๔๐
นิตยสารมหาโพธิ์ ตำรานักเล่นพระ ฉบับที่ ๑๒ ประจำเดือน มีนาคม ๒๕๔๐
นิตยสารมหาโพธิ์ ตำรานักเล่นพระ ฉบับที่ ๑๕ ประจำวันที่ ๑ – ๑๕ มิถุนายน ๒๕๔๐
นิตยสารมรดกพระเครื่อง ฉบับที่ ๓ ประจำเดือน มีนาคม ๒๕๔๑
เวปศูนย์พระดอทคอม http://www.soonphra.com รอบรู้เรื่องพระ พระวัดพลับ
http://www.soonphra.com/content/viewtopic/viewtopic.php?topicid=47&topicdetailid=67
ภาพประกอบจาก
เวปศูนย์พระดอทคอม http://www.soonphra.com
เวปท่าพระจันทร์ดอทคอม http://www.thaprachan.com
เวปยูอะมิวเลทดอทคอม http://www.uamulet.com
ซึ่งผู้เขียนต้องขออนุญาตเจ้าของภาพและขอขอบคุณอย่างสูงมา ณ ที่นี้
เครดิต : http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=visutthisiri&date=03-02-2010&group=8&gblog=2
ทัศนศิลป์ : พระกริ่งเฉลิมพล หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง
ค่ำคืนนี้ของปิดฉากด้วย พระกริ่ง หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง กริ่งเฉลิมพล ปี05 ที่หาดูยากมากมายแค่ตัวเปรียบเทียบด้วยกันเองยังหายากเลย ผมเองก็ชอบพระกริ่งเหมือนกันแต่ส่วนใหญ่ชอบ((ดู))ซะมากกว่า เนื่องจากเล่นไม่เป็น อันนี้ยอมรับเลยครับ
ประวัติการสร้างพระกริ่งเฉลิมพล
จัดสร้างโดยเสด็จพระองค์ชายกลาง พระองค์เจ้าเฉลิมพล ฑิฆัมพรฯ
ในปี พ.ศ.2505 (ไม่ทันหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง)
เนื่องด้วยเสด็จพระองค์ชายกลางฯ ได้จัดสร้างพระกริ่งให้วัดช้างให้ จ.ปัตตานี ถวายท่านอาจารย์ทิม ปลุกเสกในปี พ.ศ.2505 พร้อมกับพระเครื่อง หลวงปู่ทวดรุ่นอื่นๆ ที่โด่งดังในปัจจุบัน
และ ด้วยความที่พระองค์ท่านทรงเป็น ศิษย์ หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง จึงได้แบ่งพระกริ่งส่วนหนึ่ง จาก วัดช้างให้ หลังจากที่ท่านอาจารย์ทิม ได้ปลุกเสกแล้ว มามอบให้วัดตาก้อง จ.นครปฐม เพื่อเปิดให้บูชา และ หาทุนทรัพย์ในการสร้างกำแพงวัดตาก้อง โดย ได้มีการจัดพิธีมหาพุทธภิเษก อย่ายิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง โดยมีการนิมนต์ พระเกจิอาจาร์ชื่อดัง ของ จังหวัดนครปฐม และ พื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษก อาทิเช่น
1 หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี
2 หลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามง่าม
3 หลวงปู่เพิ่ม วัดกลางบางแก้ว
4 หลวงพ่อน้อย วัดธรรมศาลา
5 หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม
เป็นต้น
พระกริ่ง เฉลิมพล จัดสร้างด้วยเนื้อนวะโลหะ (กลับดำ) ชั้นดี
เพื่อมิให้มีการสับสน ในการสะสมในเวลาต่อมา พระองค์ชายกลางฯ ท่านได้มีการรับสั่งให้ ตบแต่งพิมพ์พระกริ่ง เฉลิมพล ที่หล่อแล้วเสร็จ ระหว่าง ของ วัดช้างให้ และ วัดตาก้อง ให้แตกต่างกัน โดยเฉพาะที่ฝาปิดใต้ฐาน ของพระกริ่ง ของวัดช้างให้จะแปะด้วยแผ่นทองแดง แบบก้นถ้วย และ พิมพ์พระกริ่ง จะมีการตกแต่งพิมพ์ให้ชลูดสวยงาม
ส่วนพระกริ่ง เฉลิมพล ที่ออกวัดตาก้อง จะมีการตอกโค๊ต คำว่า " เฉลิมพล " อันเป็นพระนามของพระองค์ ทุกองค์ และ บางองค์จะมีการตอกหมายเลขด้วย เครดิต : http://forum.uamulet.com/view_topic.aspx?bid=10&qid=222782
ประวัติการสร้างพระกริ่งเฉลิมพล
จัดสร้างโดยเสด็จพระองค์ชายกลาง พระองค์เจ้าเฉลิมพล ฑิฆัมพรฯ
ในปี พ.ศ.2505 (ไม่ทันหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง)
เนื่องด้วยเสด็จพระองค์ชายกลางฯ ได้จัดสร้างพระกริ่งให้วัดช้างให้ จ.ปัตตานี ถวายท่านอาจารย์ทิม ปลุกเสกในปี พ.ศ.2505 พร้อมกับพระเครื่อง หลวงปู่ทวดรุ่นอื่นๆ ที่โด่งดังในปัจจุบัน
และ ด้วยความที่พระองค์ท่านทรงเป็น ศิษย์ หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง จึงได้แบ่งพระกริ่งส่วนหนึ่ง จาก วัดช้างให้ หลังจากที่ท่านอาจารย์ทิม ได้ปลุกเสกแล้ว มามอบให้วัดตาก้อง จ.นครปฐม เพื่อเปิดให้บูชา และ หาทุนทรัพย์ในการสร้างกำแพงวัดตาก้อง โดย ได้มีการจัดพิธีมหาพุทธภิเษก อย่ายิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง โดยมีการนิมนต์ พระเกจิอาจาร์ชื่อดัง ของ จังหวัดนครปฐม และ พื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษก อาทิเช่น
1 หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี
2 หลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามง่าม
3 หลวงปู่เพิ่ม วัดกลางบางแก้ว
4 หลวงพ่อน้อย วัดธรรมศาลา
5 หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม
เป็นต้น
พระกริ่ง เฉลิมพล จัดสร้างด้วยเนื้อนวะโลหะ (กลับดำ) ชั้นดี
เพื่อมิให้มีการสับสน ในการสะสมในเวลาต่อมา พระองค์ชายกลางฯ ท่านได้มีการรับสั่งให้ ตบแต่งพิมพ์พระกริ่ง เฉลิมพล ที่หล่อแล้วเสร็จ ระหว่าง ของ วัดช้างให้ และ วัดตาก้อง ให้แตกต่างกัน โดยเฉพาะที่ฝาปิดใต้ฐาน ของพระกริ่ง ของวัดช้างให้จะแปะด้วยแผ่นทองแดง แบบก้นถ้วย และ พิมพ์พระกริ่ง จะมีการตกแต่งพิมพ์ให้ชลูดสวยงาม
ส่วนพระกริ่ง เฉลิมพล ที่ออกวัดตาก้อง จะมีการตอกโค๊ต คำว่า " เฉลิมพล " อันเป็นพระนามของพระองค์ ทุกองค์ และ บางองค์จะมีการตอกหมายเลขด้วย เครดิต : http://forum.uamulet.com/view_topic.aspx?bid=10&qid=222782
ทัศนศิลป์ : พระปิดตา หลังแบบ หลวงพ่อปาน วัดเครือวัลย์
พระปิดตา หลังแบบ หลวงพ่อปาน วัดเครือวัลย์ ทีแรกผมก็นึกว่าหลวงพ่อแก้วจริงๆแล้วอายุไม่ได้ คือความเก่าไม่พอ แม้ขนาดว่าผิดเหี่ยวย่นก็ตาม และวรรณะค่อนข้างผิดไปหน่อย ส่วนรูปพรรณสัญฐานมีลักษณะไปในทางเดียวกัน สรุปว่าพระองค์ไม่อายุ แค่ประมาณ100กว่าปีเท่านั้น ผมเองก็ไม่มีบุญถึงจะได้ครองหลวงพ่อแก้ว ราคาแพงเหลือหลายแค่นี้ เหมือนได้ผงวิเศษของสมเด็จโตมาครอบครองอย่างไงอย่างงั้นเลย แต่อย่างว่า พิมพ์ใกล้เคียงเป็นใช้ได้ หุหุ การเล่นพระสำคัญอยู่ที่ศรัทธาจริงๆสำคัญว่าพระแท้ คนมันจะตายยังไงก็ต้องตายครับ รอดเงื้อมือมัจจุราชไปไม่ได้หรอกครับ
ทัศนศิลป์ : หลวงพ่อแก้ว ปากทะล
พระปิดตา หลวงพ่อแก้ว ปากทะเล (เนื้อพิงค์โกลด์ = เนื้อชมพูติดทอง) องค์นี้เป็นองค์ที่สวยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นทั้งด้านอายุ พิมพ์ ลักษณะ สัญฐาน และวรรณะ เป็นพิมพ์ปั้นมือในสมัยก่อน ในลักษณะลอยองค์ ผมเห็นครั้งแรกเรียกได้ว่าตกหลุม"รัก"เข้าซะแล้ว เรียกว่า แท้ตาเปล่าก็ไม่ผิด ถ้าส่องจะเห็นความเก่าอย่างชัดเจน มองผ่านๆเหมือนพระมีอายุไม่เท่าไร ส่องแล้ว((ซึ้ง))ครับพี่น้อง
ทัศนศิลป์ : งาแกะ หลวงพ่อสุ่น วัดศาลากุน
งาแกะ องค์นี้เป็นรุ่นที่2 โดยที่รุ่นแรกสร้างเมื่อ พ.ศ.2468จำนวนการสร้างไม่มากนัก น่าจะไม่เกิน 100 ตัว แกะจากไม้รากพุดซ้อน เป็นหนุมานไม่ทรงเครื่อง ทำแจกฟรีในงานบุญต่างๆ ของวัดโดยไม่มีการจำหน่าย
ครั้งที่ 2สร้างปลาย พ.ศ.2470-พ.ศ. 2471โดยนำออกจ่ายแจกในงานทอดกฐินของวัดศาลากุน ใน พ.ศ.2472
แต่ผมได้แขวนพระองค์นี้ รู้สึกฮึกเหิมมากหรือว่าคิดไปเองหรือป่าว เหมือนของขึ้นแต่มีคนมาจีบเยอะเหมือนกัน องค์นี้ได้มากจากรุ่นก่อน ผมรับช่วงเป็นรุ่นที่3 สำหรับพระองค์นี้ เรียกว่า ง่ายๆว่า three hand generation องค์นี้ผมถ่ายทั้งสร้อยทั้งลูกอมและหนุมานเลย ลูกอมเป็นของหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ ส่วนทองปิดใหม่ เป็นลูกอมชานหมาก เก่าเหลือหลาย เก่าๆออกแนวขลังๆเหมือนของจริงแป๊ะ
ครั้งที่ 2สร้างปลาย พ.ศ.2470-พ.ศ. 2471โดยนำออกจ่ายแจกในงานทอดกฐินของวัดศาลากุน ใน พ.ศ.2472
แต่ผมได้แขวนพระองค์นี้ รู้สึกฮึกเหิมมากหรือว่าคิดไปเองหรือป่าว เหมือนของขึ้นแต่มีคนมาจีบเยอะเหมือนกัน องค์นี้ได้มากจากรุ่นก่อน ผมรับช่วงเป็นรุ่นที่3 สำหรับพระองค์นี้ เรียกว่า ง่ายๆว่า three hand generation องค์นี้ผมถ่ายทั้งสร้อยทั้งลูกอมและหนุมานเลย ลูกอมเป็นของหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ ส่วนทองปิดใหม่ เป็นลูกอมชานหมาก เก่าเหลือหลาย เก่าๆออกแนวขลังๆเหมือนของจริงแป๊ะ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)














